ความดุดันอำมหิตในวิถีแห่งปาฟงหัน จึงไม่ได้เป็นเพียงตะลุยแหลกห้ำหั่นศัตรูมิรู้เหนือใต้ หากยังผนวกรวมการพลิกแพลงกลยุทธ์และแสวงหาความร่วมมือกับผู้อื่น เพื่อจะมีชีวิตรอดจากห้วงสถานการณ์คับขันที่ตัวเองเพาะสร้างขึ้น

กาท้าสู้กับยอดฝีมือที่เหนือชั้นกว่า โดยไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม นับเป็นยุทธวิธีท้าทายบ่มเพาะตัวเองที่ดียิ่ง นอกจากบีบคั้นให้เร่งพัฒนาพลังกระบี่แล้ว ยังต้องเฉียบแหลมในการวิเคราะห์จุดอ่อนศัตรู วางแผนหลอกล่อโจมตีเพื่อสร้างความได้เปรียบ และที่สำคัญสุดคือ การหลบหนีเอาชีวิตรอด เพื่อนำบทเรียนความพ่ายแพ้กลับไปซุ่มซ้อมฝึกฝน จนกว่าจะถึงห้วงเวลาท้าสู้ศึกในรอบถัดไป

ฝ่ายตรงข้ามที่เป็นยอดฝีมือรุ่นอาวุโส ย่อมไม่อาจปล่อยให้ปาฟงหันใช้วิธีการเช่นนี้เพาะสร้างตนเองขึ้นมารับย้ายบ้าน จึงต้องพลิกปฐพีค้นหาพิฆาตยอดฝีมือรุ่นเยาว์ไม่ให้โอกาสกล้าแข็งขึ้นมาเป็นหอกข้างแคร่ได้อีกต่อไป

การสร้างพันธมิตรกับยอดฝีมือรุ่นเดียวกันที่ถูกตามไล่ล่าประดุจเดียวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนวิชาฝีมือเสริมจุดแข็งลดทอนจุดอ่อน จึงเป็นเรื่องจำเป็น ทั้งเพื่อความปลอดภัย เพื่อย่นเวลาในการเรียนรู้ และเพื่อเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตกลับมาเห็นแสงตะวันในวันพรุ่งนี้

การร่วมมือในการเผชิญหน้าความเป็นตาย ย่อมไม่ใช่ภารกิจที่ล้อเล่นกันได้ สิ่งสำคัญคือ ความไว้เนื้อเชื่อใจว่าอีกฝ่ายจะไม่ทรยศหลบหนีเมื่อเผชิญศัตรูเข้มแข็ง หลังจากภัยคุกคามผ่านพ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ยอดฝีมือทั้งสามจะกลายเป็นมิตรสหายรู้ใจที่พร้อมตายแทนกัน

อย่างไรก็ตาม ความโดดเดี่ยวหยาบกระด้างของปาฟงหันที่เป็นชนเผ่าทุ่งหญ้านอกกำแพงเมืองจีน ก็ยังไม่อาจหลอมรวมกลมเกลียวเข้ากับวิถีอารยธรรมจีนที่ซับซ้อนด้วยความสัมพันธ์ ดังนั้น การแยกจากกันของมิตรสหายทั้งสามเพื่อไปใช้ชีวิตในวิถีแห่งตนอย่างเต็มพิกัด และกลับมาร่วมเป็นตายกันอีกครั้งมื่อภารกิจเรียกร้อง จึงนับเป็นการคบหาที่เต็มไปด้วยสีสันหลากล้น

อิสรภาพ มิตรภาพ และความโดดเดี่ยว จึงไม่ใช่วิถีที่ไม่มีวันบรรจบพบกันได้ หากสามารถผสมกลมกล่อมอย่างดีในบุคลิกภาพที่เย้ยฟ้าท้าดินของปาฟงหัน